วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

เปิดทางแบงก์เกาหลีฮุบ

จัดทำบทความโดย นางสาวพัทยาพร พวงใส เลขทะเบียน 5002100521


“กรณ์” เผยขายหุ้นนครหลวงไทยใกล้ยุติ ล่าสุด ธปท.กำลังพิจารณาข้อเสนอธนาคารเกาหลีอีกราย
กรณ์ จาติกวณิชนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ธนาคารโคเรีย ดีเวล็อปเมนต์ แบงก์ (KDB) ของรัฐบาลเกาหลีใต้ สนใจที่จะเข้าซื้อหุ้นของธนาคารนครหลวงไทย จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินแล้ว เพียงแต่ขณะนี้เป็นขั้นตอนการเจรจาในรายละเอียดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนที่จะมีการเสนอเรื่องตามขั้นตอนต่อไป
ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ มีสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารนครหลวงไทย 47.58% ส่วนที่เหลืออีก 52.42% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย
ก่อนหน้านี้ มีข่าวจากทางผู้บริหารเคดีบี ระบุว่า ธนาคารกำลังเตรียมซื้อหุ้น 47% ของธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่อันดับ 7 ของไทย ในวงเงิน 900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนายมินยูซุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเคดีบี อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อหารือการซื้อหุ้นดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าการขายหุ้นธนาคารสินเอเซีย (เอซีแอล) นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารอินดัสเตรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชน่า (ไอซีบีซี) ได้สรุปเงื่อนไขครั้งสุดท้ายที่จะซื้อหุ้นธนาคารสินเอเซีย และได้ส่งให้ธปท. พิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไอซีบีซีส่งเรื่องกลับมาแล้ว ตอนนี้ผ่านขั้นตอนของจีนหมดแล้ว ก็เหลือฝ่ายเราจะดำเนินการ เป็นเรื่องที่ธปท.จะพิจารณา ผมถือว่า ธปท.มีอิสระในการทำงาน
ก่อนหน้านี้ ICBC ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นธนาคารสินเอเซียจำนวน 19.26% จากธนาคารกรุงเทพในราคาหุ้นละ 11.50 บาท โดยกระบวนการซื้อขายหุ้นดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของธนาคารสินเอเซียโดยสมัครใจในราคาหุ้นละ 11.50 บาทเช่นกัน ซึ่งคาดใช้เงินไม่เกิน 1.83 หมื่นล้านบาท
ปัจจุบันคลังถือหุ้นใหญ่ในสินเอเซีย 30.6% และธนาคารกรุงเทพถือสัดส่วน 19.3%
ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารนครหลวงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีความสัมพันธ์กับเกาหลีเป็นอย่างดีมานาน โดยธนาคารเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัท สยามซัมซุงประกันชีวิต ซึ่งเป็นหุ้นที่ถือมานาน
นอกจากนั้น ขณะนี้เกาหลี พยายามที่จะขยายการลงทุนด้านการเงิน หลังประสบความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และบันเทิง โดยเกาหลีมีความพยายามที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจการเงินเข้าไปขยายตลาดในเกาหลี และออกมาหาพันธมิตร จึงถือเป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งไม่น้อยหน้าญี่ปุ่น และประเทศในเอเชีย
“การเข้าประมูลซื้อหุ้นของธนาคารในรอบนี้ ถือว่าน่าตื่นเต้น มีความจริงจัง และทุ่มเทของหลายสถาบันการเงิน โดยอยู่ในขั้นตอนของธปท.” แหล่งข่าวเปิดเผย
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ทางธนาคารสินเอเซียได้ส่งแผนการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ในส่วนที่ธนาคารกรุงเทพจะขายประมาณ 19.3% ให้ไอซีบีซี ของจีนถือแทนมาให้ธปท. ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะพิจารณาเสร็จสิ้นเดือนนี้ และสามารถส่งให้คลังพิจารณาต่อได้ทันที แต่การจะพิจารณาอนุมัติให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจสถาบันการเงินได้เกินกฎหมายกำหนด 49% หรือไม่ เป็นอำนาจของคลัง


ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=85954

คำถาม ..
1. ธนาคารของประเทศเกาหลีธนาคารใดสนใจจะเข้าซื้อหุ้นของธนาคารนครหลวงไทย
2.ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ มีสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารนครหลวงไทยเท่าไหร่ และส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นรายย่อยอีกเท่าไหร่
3.ประทศเกาหลี พยายามที่จะขยายการลงทุนด้านการเงิน หลังประสบความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และบันเทิง โดยการพยายามที่จะทำสิ่งใด

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

DTAC ตั้งเป้าปี 53 ลูกค้าใหม่ 8 แสนราย ปรับกลยุทธเจาะกลุ่มลูกค้าเล็กลง

จัดทำบทความโดย นายวิโรจน์ บุตรฉ่ำ เลขทะเบียน 500210474

นายเกษชญง สกาวรัตนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจพรีเพด บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC)คาดว่า ในปี 53 บริษัทจะมีลูกค้าใหม่สุทธิ(Net add)จำนวน 8 แสนราย ซึ่งต่ำกว่าปีก่ที่มีลูกค้าใหม่กว่า 1 ล้านราย เป็นไปตามภาพรวมอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในปีนี้ที่จะมียอด Net add ลดลงเหลือ 2.4 ล้านราย ซึ่งต่ำกว่าปีก่อน


ทั้งนี้ ในอุตสาหกรรมโดยรวมคาดว่ายอดลูกค้าใหม่จะใกล้เคียงกันในทุกเครือข่ายของผู้ให้บริการ เนื่องจากอัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศเกือบเต็ม 100% แล้ว โดยฐานลูกค้าเดิมของบริษัท ณ สิ้นปี 52 มีลูกค้าจำนวน 21 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้าพรีเพดจำนวน 19 ล้านราย และลูกค้าโพสเพดจำนวน 2 ล้านราย ซึ่งเพิ่มจากปี 51 ที่มีลูกค้าราว 18.7 ล้านราย



นายเกษชญง กล่าวว่า ในปีนี้ DTAC ได้เน้นกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก(Micro Segment) ซึ่งนอกเหนือจากใช้กลยุทธราคาถูกจะเน้นรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้หญิงอายุ 25-35 ปี เป็นต้น คาดว่ากลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่จะทำให้ยอดการคืนเลขหมาย(Churn)ในกลุ่มลูกค้าพรีเพดในปีนี้ลดลงเหลือ 5% ต่อเดือนจาก 6% ต่อเดือนในปี 52


ขณะที่แฮปปี้จะออกแคมเปญทางการตลาดเพิ่มเป็น 5 แคมเปญ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 3 แคมเปญ เชื่อว่าจะส่งผลให้ยอดลูกค้าพรีเพดที่หันมาใช้บริการของ DTAC ในปี 53 เพิ่มเป็น 2 ล้านราย


บริษัทตั้งงบการตลาดในปีนี้ 700-750 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ใช้งบการตลาด 800 ล้านบาท โดยล่าสุดดีแทคเปิดตัว SIM กันแดด SPF 29 สตางค์ เจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงอายุ 25-35 ปี คิดค่าบริการช่วง 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น นาทีละ 29 สตางค์ตั้งแต่นาทีแรก คาดว่าเฉพาะแคมเปญนี้จะมีลูกค้าเข้ามา 4-5 แสนราย ภายใน 4 เดือน


"ปี 53 เราจะเปลี่ยนกลยุทธ์เจาะลูกค้าเล็กลง มีการใช้ข้อมูลวิจัยให้ตรงกับพฤติกรรมการใช้ของลูกค้า น่าจะมีโอกาสมากขึ้นในการเติบโต"นายเกษชญง กล่าว


คำถามท้ายเรื่อง
1. นายเกษชญง กล่าวว่า ในปีนี้ DTAC ได้เน้นกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มใด
2. การที่แฮปปี้จะออกแคมเปญทางการตลาดเพิ่มเป็น 5 แคมเปญ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 3 แคมเปญจะส่งผลอย่างไร
3. ล่าสุดดีแทคเปิดตัว SIM กันแดด SPF 29 สตางค์ ทางบริษัทคาดว่าจะมีผู้ใชบริการเพิ่มขึ้นเท่าไร และจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มใด

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บินไทยตั้ง “คณิต” รักษาการ ปธ.แทน “วัลลภ” รับไอ้โม่งทำลายหลักฐาน

จัดทำบทความโดย นาย พรหมมาศ แสงจง เลขทะเบียน 5002100434


บอร์ดบินไทย มีมติตั้งกรรมการสอบ “วัลลภ” โดยให้เวลาตรวจสอบ 3 สัปดาห์ พร้อมตั้ง “คณิต แสงสุพรรณ” รักษาการประธานกรรมการบริหาร ด้าน “อำพล” เผยผลสอบเบื้องต้น “วัลลภ” ใช้ชื่อตัวเองขนกระเป๋าน้ำหนัก 398 กก.ที่สนามบินโตเกียว พร้อมยอมรับมีการทำลายหลักฐานเกิดขึ้นจริง โดยถูกมือดีแอบแก้ไขน้ำหนักสัมภาระในรายงานการบินไทย แจงแนวทางการสอบสวน พุ่งเป้า 2 ประเด็น การทำผิดจริยธรรม-สร้างความเสียหายต่อบริษัท
นายอำพน กิตติอำพน ประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย วันนี้ มีมติตั้งกรรมการตรวจสอบนายวัลลภ พุกกะณะสุต ประธานกรรมการบริหาร กรณีใช้อำนาจในตำแหน่งขนสัมภาระน้ำหนักเกินโดยไม่เสียภาษีศุลกากร โดยที่ประชุมวันนี้ได้พิจารณากรณีที่นายวัลลภถูกกล่าวหาว่ามีการขนสัมภาระขัดต่อระเบียบบริษัทฯ ซึ่งหลังจากได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ก็มีการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พร้อมกับรายงานของเจ้าหน้าที่ของสายการบิน ANA ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่การขนถ่ายสัมภาระที่ท่าอากาศยานโตเกียว
โดยเบื้องต้น สายการบิน ANA ยอมรับว่ามีการขนถ่ายสัมภาระที่ใช้ชื่อนายวัลลภจริง คิดเป็นน้ำหนัก 398 กิโลกรัม ซึ่งตามระเบียบกรรมการบริษัทฯ สามารถใช้สิทธิ์การขนสัมภาระได้รวมกับสิทธิพิเศษต่างๆ ไม่เกิน 170 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการโหลดกระเป๋าจำนวนดังกล่าวไม่กระทบต่อความปลอดภัยของเที่ยวบินอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่มีการแก้ไขตัวเลขน้ำหนักของสัมภาระที่มีรายงานของการบินไทย ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง และจะมีการสอบสวนขยายผลต่อไป หากพบว่ามีพนักงานอื่นๆ นอกจากกรรมการที่กระทำผิด ก็จะพิจารณาความผิดต่อไป
สำหรับกรรมการสอบสวน 3 คน ที่บอร์ดแต่งตั้งในวันนี้ ได้แก่ นายคณิต แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจการคลัง และกรรมการการบินไทย เป็นประธานสอบสวน พร้อมกับนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม และนายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ ก่อนมีการเปิดเผยผลสอบสวนในกลางเดือนมกราคม 2553
โดยการสอบสวนจะเน้น 2 ประเด็น คือ 1.การกระทำถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ หากมีความผิดจะส่งให้คณะกรรมการจริยธรรมของบริษัทดำเนินการต่อไป และประเด็นที่ 2 จะสอบสวนการสูญรายได้ของการบินไทย จากการทำให้เสียโอกาสจากการขนส่งสินค้าทางคาร์โก้ เนื่องจากมีสัมภาระของนายวัลลภเข้ามาขนถ่ายแทน ซึ่งหากพิจารณาจากน้ำหนักของสัมภาระ คาดว่าการบินไทยจะเสียหายประมาณ 200,000 บาท
นอกจากนี้ ในส่วนของการติดต่อกับนายวัลลภ ล่าสุดได้แจ้งว่าจะขอหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าผลสอบสวนจะแล้วเสร็จ ซึ่งระหว่างนี้ที่ประชุมบอร์ดได้มีมติแต่งตั้งนายคณิต รักษาการประธานกรรมการบริหารด้วย
ทั้งนี้ นายอำพนกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาการบินไทยได้พยายามลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกรรมการอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบี้ยประชุมและสิทธิพิเศษในการเดินทาง เพื่อลดต้นทุนและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพนักงานและฝ่ายบริหาร ขณะที่กลุ่มพนักงานการบินไทยได้นัดแต่งดำในวันนี้เพื่อกดดันให้นายวัลลภแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก


ที่มา: http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154906


คำถามท้ายเรื่อง

1. ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย มีมติตั้งกรรมการตรวจสอบ ใคร และ มีตำแหน่งอะไร
2.สาเหตุที่ต้องตั้งกรรมตรวจสอบเนื่องจากกระทำความผิด อะไร
3.ในการกระทำความผิดมีประเด็นการสอบสวนอยู่ 2 ประเด็นคืออะไร

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กรุงไทยเขย่าดบ.ฝาก4%

จัดทำบทความโดย นางสาวพัทยาพร พวงใส เลขทะเบียน 5002100521







กรุงไทยขย่มตลาดจัดงานแฟร์ จ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือน สูงลิ่ว 4% มากกว่าพันธบัตร
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เพื่อสมนาคุณลูกค้าและประชาชนที่ใช้บริการธนาคาร และกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารได้จัดงาน KTB Fair 2009 ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.นี้ โดยได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 4% กำหนดรับฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถนำบัตรประชาชนไปใช้สิทธิฝากเงินได้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และสาขาของธนาคารทั่วประเทศ 880 แห่ง ได้จนถึงวันที่ 25 ธ.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังจัดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการ ดอกเบี้ยปีแรก 0% ฟรีค่าธรรมเนียมประเมิน หลักทรัพย์ นิติกรรมจำนอง ค่าจัดการเงินกู้ ลดราคาทรัพย์พร้อมขายลงสูงสุด 30% โปรแกรมพิเศษสำหรับการลงทุนใน RMF/LTF ให้คำปรึกษาโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคา ลดพิเศษจากกลุ่มสหพัฒนพิบูล กลุ่มซีพี บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจากกลุ่มอารียา พร็อพเพอร์ตี้ เปรมศิริ กฤษณา ็องเซลิเซ่ มั่นคงเคหะ และกลุ่มเค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้
นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ที่จ่ายตรงเข้ากระเป๋าลูกค้า แทนที่จะนำเงินไปลงทุนด้านการตลาดหรือโหมโฆษณาก็เพิ่มดอกเบี้ยให้ลูกค้าแทน ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรง หวังว่าจะได้ฐานลูกค้าหน้าใหม่ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยคาดว่าจะได้ฐานลูกค้าอย่างน้อย 2-3 หมื่นราย สูงสุด 4-5 หมื่นราย วงเงินฝากราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท
นายอนุชิต กล่าวว่า ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่สาขาสวนมะลิ สาขาถนนสุเทพ จ.เชียงใหม่ สาขาถนนสิงหวัฒน์ จ.พิษณุโลก สาขาสี่แยกสนามจันทร์ จ.นครปฐม สาขาศรีราชา จ.ชลบุรี สาขานครราชสีมา สาขาร้อยเอ็ด สาขาภูเก็ต และสาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา กล่าวว่า ดอกเบี้ย 4% สำหรับฝากประจำ 3 เดือน ถือเป็นอัตรา ที่สูงมาก เทียบเท่ากับอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ จึงนับเป็นเงินฝาก ที่น่าสนใจมาก ซึ่งจะสะเทือนตลาดเงินฝากของระบบแน่นอน และธนาคารคงนำผลิตภัณฑ์เงินฝาก ของกรุงไทยมาพิจารณาภายใน แต่อัตราขนาดนี้คงสู้ยาก
ขณะนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ฝากทุกเดือน 0.5% ทั้งบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน และ 24 เดือน โดยจะเปิดรับฝากตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2553
นายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยที่กรุงไทยให้ลูกค้าถือเป็นอัตราพิเศษ ไม่สามารถ เปรียบเทียบกับตลาด และสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีที่จ่าย ผลตอบแทนแค่ 3.5%
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่าเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ย 4% ของธนาคารกรุงไทยนั้นสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ 3.25-3.35% โดยปัจจุบันดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือนในระบบอยู่ที่ 0.65-0.75% และดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารขนาดเล็กจ่าย 1.25%




ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=79799



คำถาม


1.นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยสาเหตุของการจัดงาน KTB Fair 2009 มีวัตถุประสงค์เพื่อสิ่งใด


2.นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย คาดหวังว่าจะได้ฐานลูกค้าหน้าใหม่อย่างน้อยจำนวนกี่ราย


3.ถ้าหากประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่ไหนบ้าง

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กสิกรไทยประกาศลุยสินเชื่อเอสเอ็มอี

จัดทำบทความโดย นาย วิโรจน์ บุตรฉ่ำ เลขทะเบียน 5002100474

แบงก์กสิกรไทย ประกาศนั่งแท่นเบอร์ 1 สินเชื่อเอสเอ็มอีต่อไป ลั่นอีก 3 ปี ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 30 %

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เป็น 30 % ของตลาดรวม จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 27 % เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของสินเชื่อเอสเอ็มอีต่อไป โดยในปีหน้า (2553) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นสุทธิ 30,000 ล้านบาท หรือ 8-10 % ทำให้สิ้นปีหน้ายอดสินเชื่อเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้นเป็น 390,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 19 % หรืออยู่ที่ 23,000 ล้านบาท

“ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ SME (Bank for SME) ซึ่งสิ่งที่จะยืนยันได้ก็คือ การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 30% ในอีก 3 ปี การเป็น The Most Trusted Bank For SME ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อใจในการใช้บริการ รวมถึงการเป็นธนาคารหลักในการดำเนินธุรกิจของลูกค้า (Main Bank)”รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าว

สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 1.4 % ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารกสิกรไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4-5 % โดยเดือนนี้ธันวาคมนี้ ความต้องการสินเชื่อที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และจะดีต่อเนื่องจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะโครงการไทยเข็มแข็ง ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และค้าวัสุดก่อสร้างเริ่มเข้ามาขอใช้สินเชื่อ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรทั้งยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ดีขึ้น ทำให้ความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มขึ้นด้วย นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า งปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.3-3.5 % ซึ่งในช่วงแรกจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ส่วนการส่งออกและลงทุนจะเริ่มเห็นผลในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยธุรกิจส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวได้แก่ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงถึง 80 % ทำให้ต้องขยายการลงทุน ขณะที่ธุรกิจอาหารแปรรูปก็ยังมีแนวโน้มที่มีอัตราเติบโตที่ดี


ที่มา:
http://www.norsorpor.com/ข่าว/m1791671/%A1%CA%D4%A1%C3%E4%B7%C2%BB%C3%D0%A1%D2%C8%C5%D8%C2%CA%D4%B9%E0%AA%D7%E8%CD%E0%CD%CA%E0%CD%E7%C1%CD%D5

คำถามท้ายเรื่อง
1.ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ SME ที่จะยืนยันได้ก็คือ..
2.โครงการใดทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และค้าวัสุดก่อสร้างเริ่มเข้ามาขอใช้สินเชื่อ
3.ช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยธุรกิจส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวได้แก่ธุรกิจ

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปตท.คาดปี 52 ฟันกำไรเกิน 5 หมื่นล้าน 9 เดือนโกยไปแล้ว 4.4 หมื่นล้าน

จัดทำบทความโดย นาย พรหมมาศ แสงจง เลขทะเบียน 5002100434



ปตท.คาดกำไรปี 52 มีโอกาสทะลุ 5 หมื่นล้านบาท ฟุ้งผลงาน 9 เดือนแรก โกยไปแล้ว 4.4 หมื่นล้าน โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ฟันไปเนื้อๆ 1.7 หมื่นล้าน มั่นใจ ไตรมาส 4 ทำกำไรได้แบบสบายๆ แย้มค่าการกลั่น-ค่าการตลาด หนุนกำไรโต

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2552 โดยระบุว่า ในปีนี้มีโอกาสที่กำไรสุทธิของ ปตท.น่าจะออกมาสูงกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในช่วง 9 เดือนแรกของปีบริษัทมีกำไรแล้ว 4.4 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 ปี 2552 ทำกำไรสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น ไตรมาส 4 ปี 2552 แม้ว่าสถานการณ์ราคาปิโตรเคมีและค่าการกลั่นอาจจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่ก็ประเมินว่า ค่าการกลั่นจะลดลงมาอยู่ที่ 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 1.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 3 ปี 2552 มากนัก ขณะที่ราคาปิโตรเคมีก็จะยังคงอยู่ในระดับสูง หากราคาน้ำมันยังอยู่ในช่วง 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับกำลังการผลิตจากตะวันออกกลางก็ล่าช้าออกไปด้วย

“เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2552 ราคาน้ำมันยังยืนสูงกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาปิโตรเคมียังดี แม้ว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย หากสถานการณ์ไม่แตกต่างจากไตรมาส 3 มากนัก เราก็มีความหวังว่ากำไรจะสูงกว่าปีก่อนที่ 5.1 หมื่นล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ประเมินผลกระทบจากการลงทุนในมาบตาพุดที่ต้องหยุดชะงักไป หากไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้ ซึ่งมีตัวเลขบนหลายสถานการณ์ แต่ยังไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ เนื่องจากยังคงมีความผันผวนสูง

ทั้งนี้ ปตท.ยอมรับว่า หากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ไม่สามารถเปิดได้ก็จะส่งผลให้กำลังการผลิตก๊าซลดลง และจะส่งผลกระทบต่อบริษัทลูกเป็นลูกโซ่ ทั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH เนื่องจากบริษัทลูกเป็นทั้งผู้ขายและผู้รับซื้อก๊าซ ซึ่งเชื่อว่า คดีนี้คงต้องใช้เวลาอีกค่อนข้างมาก โดยเปรียบเทียบกับกรณีท่อก๊าซ ปตท.ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะได้ข้อสรุป

นายเทวินทร์ กล่าวว่า สำหรับปี 2553 บริษัทจะมีกำลังการผลิตใหม่จากแหล่งเจดีเอของ PTTEP และโรงแครกเกอร์ใหม่ กำลังผลิต 1 ล้านตัน ของ PTTCH ถือเป็นปัจจัยบวกของ ปตท. โดยคาดว่าจะมีปริมาณก๊าซจะเพิ่ม 8-10% ส่วนกำลังผลิตปิโตรเคมีจะเพิ่ม 40% น่าจะช่วยผลักดันรายได้ในปีหน้าให้สูงขึ้นจากปีนี้ได้

ขณะที่บริษัทยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีภาระการใช้เงินจำนวนมาก รวมทั้งไม่มีการเรียกคืนหนี้จากสถาบันการเงิน เพราะความกังวลจากปัจจัยเรื่องมาบตาพุดแต่อย่างใด ส่วนแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2010-2014) ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ คาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในเดือนมกราคม 2553

นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ PTT กล่าวว่า ขณะนี้แผนควบรวมกิจการโรงกลั่นในเครือ 4 แห่ง ยังคงต้องรอความชัดเจนกรณีมาบตาพุด ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เสร็จและได้ข้อสรุปภายในปีนี้ เพราะถึงแม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งในการพิจารณาคดีมาบตาพุดแล้ว บริษัทก็ต้องนำมาประเมินผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละบริษัทในเครือที่จะควบรวมกิจการกัน กว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและดำเนินการตามขั้นตอนทางการเงินก็น่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน


ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000140192

คำถามท้ายเรื่อง
1.ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 บริษัททำกำไรได้สูงสุดเท่าใด
2.จากบทความนี้กล่าวถึงโรงแยกก๊าซแห่งที่เท่าไหร่
3.แผนการลงทุน 5 ปีที่ยังยังอยู่ระหว่างการจัดทำ คาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในเดือนมกราคม 2553อยู่ระหว่างปีใดถึงปีใด