จัดทำบทความโดย นาย พรหมมาศ แสงจง เลขทะเบียน 5002100434
บอร์ดบินไทย มีมติตั้งกรรมการสอบ “วัลลภ” โดยให้เวลาตรวจสอบ 3 สัปดาห์ พร้อมตั้ง “คณิต แสงสุพรรณ” รักษาการประธานกรรมการบริหาร ด้าน “อำพล” เผยผลสอบเบื้องต้น “วัลลภ” ใช้ชื่อตัวเองขนกระเป๋าน้ำหนัก 398 กก.ที่สนามบินโตเกียว พร้อมยอมรับมีการทำลายหลักฐานเกิดขึ้นจริง โดยถูกมือดีแอบแก้ไขน้ำหนักสัมภาระในรายงานการบินไทย แจงแนวทางการสอบสวน พุ่งเป้า 2 ประเด็น การทำผิดจริยธรรม-สร้างความเสียหายต่อบริษัท
นายอำพน กิตติอำพน ประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย วันนี้ มีมติตั้งกรรมการตรวจสอบนายวัลลภ พุกกะณะสุต ประธานกรรมการบริหาร กรณีใช้อำนาจในตำแหน่งขนสัมภาระน้ำหนักเกินโดยไม่เสียภาษีศุลกากร โดยที่ประชุมวันนี้ได้พิจารณากรณีที่นายวัลลภถูกกล่าวหาว่ามีการขนสัมภาระขัดต่อระเบียบบริษัทฯ ซึ่งหลังจากได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ก็มีการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พร้อมกับรายงานของเจ้าหน้าที่ของสายการบิน ANA ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่การขนถ่ายสัมภาระที่ท่าอากาศยานโตเกียว
โดยเบื้องต้น สายการบิน ANA ยอมรับว่ามีการขนถ่ายสัมภาระที่ใช้ชื่อนายวัลลภจริง คิดเป็นน้ำหนัก 398 กิโลกรัม ซึ่งตามระเบียบกรรมการบริษัทฯ สามารถใช้สิทธิ์การขนสัมภาระได้รวมกับสิทธิพิเศษต่างๆ ไม่เกิน 170 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการโหลดกระเป๋าจำนวนดังกล่าวไม่กระทบต่อความปลอดภัยของเที่ยวบินอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่มีการแก้ไขตัวเลขน้ำหนักของสัมภาระที่มีรายงานของการบินไทย ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง และจะมีการสอบสวนขยายผลต่อไป หากพบว่ามีพนักงานอื่นๆ นอกจากกรรมการที่กระทำผิด ก็จะพิจารณาความผิดต่อไป
สำหรับกรรมการสอบสวน 3 คน ที่บอร์ดแต่งตั้งในวันนี้ ได้แก่ นายคณิต แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจการคลัง และกรรมการการบินไทย เป็นประธานสอบสวน พร้อมกับนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม และนายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ ก่อนมีการเปิดเผยผลสอบสวนในกลางเดือนมกราคม 2553
โดยการสอบสวนจะเน้น 2 ประเด็น คือ 1.การกระทำถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ หากมีความผิดจะส่งให้คณะกรรมการจริยธรรมของบริษัทดำเนินการต่อไป และประเด็นที่ 2 จะสอบสวนการสูญรายได้ของการบินไทย จากการทำให้เสียโอกาสจากการขนส่งสินค้าทางคาร์โก้ เนื่องจากมีสัมภาระของนายวัลลภเข้ามาขนถ่ายแทน ซึ่งหากพิจารณาจากน้ำหนักของสัมภาระ คาดว่าการบินไทยจะเสียหายประมาณ 200,000 บาท
นอกจากนี้ ในส่วนของการติดต่อกับนายวัลลภ ล่าสุดได้แจ้งว่าจะขอหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าผลสอบสวนจะแล้วเสร็จ ซึ่งระหว่างนี้ที่ประชุมบอร์ดได้มีมติแต่งตั้งนายคณิต รักษาการประธานกรรมการบริหารด้วย
ทั้งนี้ นายอำพนกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาการบินไทยได้พยายามลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกรรมการอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบี้ยประชุมและสิทธิพิเศษในการเดินทาง เพื่อลดต้นทุนและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพนักงานและฝ่ายบริหาร ขณะที่กลุ่มพนักงานการบินไทยได้นัดแต่งดำในวันนี้เพื่อกดดันให้นายวัลลภแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก
ที่มา: http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154906
คำถามท้ายเรื่อง
1. ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย มีมติตั้งกรรมการตรวจสอบ ใคร และ มีตำแหน่งอะไร
2.สาเหตุที่ต้องตั้งกรรมตรวจสอบเนื่องจากกระทำความผิด อะไร
3.ในการกระทำความผิดมีประเด็นการสอบสวนอยู่ 2 ประเด็นคืออะไร
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กรุงไทยเขย่าดบ.ฝาก4%
จัดทำบทความโดย นางสาวพัทยาพร พวงใส เลขทะเบียน 5002100521

กรุงไทยขย่มตลาดจัดงานแฟร์ จ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือน สูงลิ่ว 4% มากกว่าพันธบัตร
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เพื่อสมนาคุณลูกค้าและประชาชนที่ใช้บริการธนาคาร และกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารได้จัดงาน KTB Fair 2009 ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.นี้ โดยได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 4% กำหนดรับฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถนำบัตรประชาชนไปใช้สิทธิฝากเงินได้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และสาขาของธนาคารทั่วประเทศ 880 แห่ง ได้จนถึงวันที่ 25 ธ.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังจัดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการ ดอกเบี้ยปีแรก 0% ฟรีค่าธรรมเนียมประเมิน หลักทรัพย์ นิติกรรมจำนอง ค่าจัดการเงินกู้ ลดราคาทรัพย์พร้อมขายลงสูงสุด 30% โปรแกรมพิเศษสำหรับการลงทุนใน RMF/LTF ให้คำปรึกษาโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคา ลดพิเศษจากกลุ่มสหพัฒนพิบูล กลุ่มซีพี บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจากกลุ่มอารียา พร็อพเพอร์ตี้ เปรมศิริ กฤษณา ็องเซลิเซ่ มั่นคงเคหะ และกลุ่มเค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้
นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ที่จ่ายตรงเข้ากระเป๋าลูกค้า แทนที่จะนำเงินไปลงทุนด้านการตลาดหรือโหมโฆษณาก็เพิ่มดอกเบี้ยให้ลูกค้าแทน ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรง หวังว่าจะได้ฐานลูกค้าหน้าใหม่ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยคาดว่าจะได้ฐานลูกค้าอย่างน้อย 2-3 หมื่นราย สูงสุด 4-5 หมื่นราย วงเงินฝากราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท
นายอนุชิต กล่าวว่า ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่สาขาสวนมะลิ สาขาถนนสุเทพ จ.เชียงใหม่ สาขาถนนสิงหวัฒน์ จ.พิษณุโลก สาขาสี่แยกสนามจันทร์ จ.นครปฐม สาขาศรีราชา จ.ชลบุรี สาขานครราชสีมา สาขาร้อยเอ็ด สาขาภูเก็ต และสาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา กล่าวว่า ดอกเบี้ย 4% สำหรับฝากประจำ 3 เดือน ถือเป็นอัตรา ที่สูงมาก เทียบเท่ากับอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ จึงนับเป็นเงินฝาก ที่น่าสนใจมาก ซึ่งจะสะเทือนตลาดเงินฝากของระบบแน่นอน และธนาคารคงนำผลิตภัณฑ์เงินฝาก ของกรุงไทยมาพิจารณาภายใน แต่อัตราขนาดนี้คงสู้ยาก
ขณะนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ฝากทุกเดือน 0.5% ทั้งบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน และ 24 เดือน โดยจะเปิดรับฝากตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2553
นายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยที่กรุงไทยให้ลูกค้าถือเป็นอัตราพิเศษ ไม่สามารถ เปรียบเทียบกับตลาด และสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีที่จ่าย ผลตอบแทนแค่ 3.5%
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่าเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ย 4% ของธนาคารกรุงไทยนั้นสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ 3.25-3.35% โดยปัจจุบันดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือนในระบบอยู่ที่ 0.65-0.75% และดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารขนาดเล็กจ่าย 1.25%

กรุงไทยขย่มตลาดจัดงานแฟร์ จ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือน สูงลิ่ว 4% มากกว่าพันธบัตร
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เพื่อสมนาคุณลูกค้าและประชาชนที่ใช้บริการธนาคาร และกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารได้จัดงาน KTB Fair 2009 ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.นี้ โดยได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 4% กำหนดรับฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถนำบัตรประชาชนไปใช้สิทธิฝากเงินได้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และสาขาของธนาคารทั่วประเทศ 880 แห่ง ได้จนถึงวันที่ 25 ธ.ค.นี้
นอกจากนี้ ยังจัดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการ ดอกเบี้ยปีแรก 0% ฟรีค่าธรรมเนียมประเมิน หลักทรัพย์ นิติกรรมจำนอง ค่าจัดการเงินกู้ ลดราคาทรัพย์พร้อมขายลงสูงสุด 30% โปรแกรมพิเศษสำหรับการลงทุนใน RMF/LTF ให้คำปรึกษาโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคา ลดพิเศษจากกลุ่มสหพัฒนพิบูล กลุ่มซีพี บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจากกลุ่มอารียา พร็อพเพอร์ตี้ เปรมศิริ กฤษณา ็องเซลิเซ่ มั่นคงเคหะ และกลุ่มเค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้
นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ที่จ่ายตรงเข้ากระเป๋าลูกค้า แทนที่จะนำเงินไปลงทุนด้านการตลาดหรือโหมโฆษณาก็เพิ่มดอกเบี้ยให้ลูกค้าแทน ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรง หวังว่าจะได้ฐานลูกค้าหน้าใหม่ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยคาดว่าจะได้ฐานลูกค้าอย่างน้อย 2-3 หมื่นราย สูงสุด 4-5 หมื่นราย วงเงินฝากราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท
นายอนุชิต กล่าวว่า ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่สาขาสวนมะลิ สาขาถนนสุเทพ จ.เชียงใหม่ สาขาถนนสิงหวัฒน์ จ.พิษณุโลก สาขาสี่แยกสนามจันทร์ จ.นครปฐม สาขาศรีราชา จ.ชลบุรี สาขานครราชสีมา สาขาร้อยเอ็ด สาขาภูเก็ต และสาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช
นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา กล่าวว่า ดอกเบี้ย 4% สำหรับฝากประจำ 3 เดือน ถือเป็นอัตรา ที่สูงมาก เทียบเท่ากับอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ จึงนับเป็นเงินฝาก ที่น่าสนใจมาก ซึ่งจะสะเทือนตลาดเงินฝากของระบบแน่นอน และธนาคารคงนำผลิตภัณฑ์เงินฝาก ของกรุงไทยมาพิจารณาภายใน แต่อัตราขนาดนี้คงสู้ยาก
ขณะนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ฝากทุกเดือน 0.5% ทั้งบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน และ 24 เดือน โดยจะเปิดรับฝากตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2553
นายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยที่กรุงไทยให้ลูกค้าถือเป็นอัตราพิเศษ ไม่สามารถ เปรียบเทียบกับตลาด และสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีที่จ่าย ผลตอบแทนแค่ 3.5%
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่าเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ย 4% ของธนาคารกรุงไทยนั้นสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ 3.25-3.35% โดยปัจจุบันดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือนในระบบอยู่ที่ 0.65-0.75% และดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารขนาดเล็กจ่าย 1.25%
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=79799
คำถาม
1.นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยสาเหตุของการจัดงาน KTB Fair 2009 มีวัตถุประสงค์เพื่อสิ่งใด
2.นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย คาดหวังว่าจะได้ฐานลูกค้าหน้าใหม่อย่างน้อยจำนวนกี่ราย
3.ถ้าหากประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่ไหนบ้าง
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กสิกรไทยประกาศลุยสินเชื่อเอสเอ็มอี
จัดทำบทความโดย นาย วิโรจน์ บุตรฉ่ำ เลขทะเบียน 5002100474

แบงก์กสิกรไทย ประกาศนั่งแท่นเบอร์ 1 สินเชื่อเอสเอ็มอีต่อไป ลั่นอีก 3 ปี ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 30 %
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เป็น 30 % ของตลาดรวม จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 27 % เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของสินเชื่อเอสเอ็มอีต่อไป โดยในปีหน้า (2553) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นสุทธิ 30,000 ล้านบาท หรือ 8-10 % ทำให้สิ้นปีหน้ายอดสินเชื่อเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้นเป็น 390,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 19 % หรืออยู่ที่ 23,000 ล้านบาท
“ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ SME (Bank for SME) ซึ่งสิ่งที่จะยืนยันได้ก็คือ การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 30% ในอีก 3 ปี การเป็น The Most Trusted Bank For SME ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อใจในการใช้บริการ รวมถึงการเป็นธนาคารหลักในการดำเนินธุรกิจของลูกค้า (Main Bank)”รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าว
สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 1.4 % ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารกสิกรไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4-5 % โดยเดือนนี้ธันวาคมนี้ ความต้องการสินเชื่อที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และจะดีต่อเนื่องจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะโครงการไทยเข็มแข็ง ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และค้าวัสุดก่อสร้างเริ่มเข้ามาขอใช้สินเชื่อ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรทั้งยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ดีขึ้น ทำให้ความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มขึ้นด้วย นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า งปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.3-3.5 % ซึ่งในช่วงแรกจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ส่วนการส่งออกและลงทุนจะเริ่มเห็นผลในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยธุรกิจส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวได้แก่ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงถึง 80 % ทำให้ต้องขยายการลงทุน ขณะที่ธุรกิจอาหารแปรรูปก็ยังมีแนวโน้มที่มีอัตราเติบโตที่ดี
ที่มา:http://www.norsorpor.com/ข่าว/m1791671/%A1%CA%D4%A1%C3%E4%B7%C2%BB%C3%D0%A1%D2%C8%C5%D8%C2%CA%D4%B9%E0%AA%D7%E8%CD%E0%CD%CA%E0%CD%E7%C1%CD%D5
คำถามท้ายเรื่อง
1.ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ SME ที่จะยืนยันได้ก็คือ..
2.โครงการใดทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และค้าวัสุดก่อสร้างเริ่มเข้ามาขอใช้สินเชื่อ
3.ช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยธุรกิจส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวได้แก่ธุรกิจ
แบงก์กสิกรไทย ประกาศนั่งแท่นเบอร์ 1 สินเชื่อเอสเอ็มอีต่อไป ลั่นอีก 3 ปี ครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 30 %
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เป็น 30 % ของตลาดรวม จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 27 % เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของสินเชื่อเอสเอ็มอีต่อไป โดยในปีหน้า (2553) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นสุทธิ 30,000 ล้านบาท หรือ 8-10 % ทำให้สิ้นปีหน้ายอดสินเชื่อเอสเอ็มอี เพิ่มขึ้นเป็น 390,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 19 % หรืออยู่ที่ 23,000 ล้านบาท
“ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ SME (Bank for SME) ซึ่งสิ่งที่จะยืนยันได้ก็คือ การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 30% ในอีก 3 ปี การเป็น The Most Trusted Bank For SME ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อใจในการใช้บริการ รวมถึงการเป็นธนาคารหลักในการดำเนินธุรกิจของลูกค้า (Main Bank)”รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าว
สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 1.4 % ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารกสิกรไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4-5 % โดยเดือนนี้ธันวาคมนี้ ความต้องการสินเชื่อที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และจะดีต่อเนื่องจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะโครงการไทยเข็มแข็ง ทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และค้าวัสุดก่อสร้างเริ่มเข้ามาขอใช้สินเชื่อ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรทั้งยางพารา ข้าว และมันสำปะหลัง ดีขึ้น ทำให้ความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มขึ้นด้วย นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า งปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.3-3.5 % ซึ่งในช่วงแรกจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ส่วนการส่งออกและลงทุนจะเริ่มเห็นผลในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยธุรกิจส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวได้แก่ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงถึง 80 % ทำให้ต้องขยายการลงทุน ขณะที่ธุรกิจอาหารแปรรูปก็ยังมีแนวโน้มที่มีอัตราเติบโตที่ดี
ที่มา:http://www.norsorpor.com/ข่าว/m1791671/%A1%CA%D4%A1%C3%E4%B7%C2%BB%C3%D0%A1%D2%C8%C5%D8%C2%CA%D4%B9%E0%AA%D7%E8%CD%E0%CD%CA%E0%CD%E7%C1%CD%D5
คำถามท้ายเรื่อง
1.ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งในใจผู้ประกอบการ SME ที่จะยืนยันได้ก็คือ..
2.โครงการใดทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และค้าวัสุดก่อสร้างเริ่มเข้ามาขอใช้สินเชื่อ
3.ช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยธุรกิจส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวได้แก่ธุรกิจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)